ค้นหา
 

 

 

 

此页面上的内容需要较新版本的 Adobe Flash Player。

获取 Adobe Flash Player


 



ประวัติโรงเรียนยู่เฉียว

   จีนเป็นชนชาติที่มีอารยธรรมสืบทอดกันมายาวนานหลายพันปี เป็นประเทศใหญ่มีประชากรหนาแน่น ในยามที่เกิดสงครามหรือมีภัยจากธรรมชาติ ประชาชนที่ได้รับความเดือนร้อนและพอมีทางไปก็จะอพยพไปอยู่ต่างถิ่นที่ปลอดภัยและอุดมสมบูรณ์กว่า เช่นประเทศของเรา มีชาวจีนย้ายถิ่นฐานเจ้ามาอยู่เป็นจำนวนมากตั้งแต่ร้อยกว่าปีที่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นคนแต้จิ๋ว แคะ ไหหลำ กวางตุ้ง และฮกเกี้ยน ชาวจีนเหล่านี้ถึงตัวจะอยู่ต่างแดนแต่จิตใจก็ยังรักและหวงแหนภาษาและวัฒนธรรมของบรรพบุรุษ จึงมิวายที่จะสืบทอดต่อให้ชนรุ่นหลัง เริ่มจากการรวบรวมเด็ก ๆ เป็นกลุ่มเล็ก ๆ ห้าสิบคนแล้วหาผู้ที่รู้หนังสือมาสอนตามบ้าน รัฐบาลไทยบางสมัยถือว่าเป็นการทำผิดกฎหมาย จึงทำให้ต้องเรียนกันแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ นี่คือ จุดเริ่มต้นของโรงเรียนจีน เมื่อรัฐบาลเปิดโอกาสให้จัดตั้งเป็นโรงเรียนที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ โรงเรียนจีนจึงเกิดขึ้นทั่วประเทศจังหวัดละหลาย ๆ แห่ง เฉพาะในจังหวัดกาญจนบุรีก็มีถึง ๔ – ๕ แห่ง โรงเรียนยู่เฉียวก็เป็นหนึ่งในนั้น


   เรื่องที่จะก่อตั้งโรงเรียนมีอยู่ในความคิดของกลุ่มพ่อค้าชาวจีนในตลาดท่าม่วงมานานแล้ว เมื่อมีผู้รู้จากกรุงเทพฯ นามว่า เฮ้ง เกเถี่ยง มาให้คำแนะนำความคิดนี้จึงบรรลุ โดยมี ขุนชาญวณิชกิจ คุณแสง เหตระกูล เถ้าแก่อุน ปอเชียง เถ้าแก่ลิ้ม ง่วนสุน เถ้าแก่อ๋วง เป๋งน้ำ เถ้าแก่ตั้ง ฮวดกี่ เถ้าแก่ฉิน จิ้นฮิ้น เถ้าแก่ หยิดหว่อง เถ้าแก่เล่า ฮั่วฮวด เถ้าแก่ใช่ เอี่ยวฮวด เถ้าแก่เจ๊ว ซิ้นฮิ้น เถ้าแก่คิ้ว สิ่นไป๋ เถ้าแก่อุน อุ่ยเซ็ง เถ้าแก่ตั้ง เซ่งหลี เถ้าแก่ เอี๊ยะ เอี่ยมฮวด เถ้าแก่ล่อ ทงกี่ และเถ้าแก่ฉิน ยุกกี๊ ท่านเหล่านี้เป็นผู้เริ่มก่อตั้ง เริ่มจากการรวบรวมบริจาคได้พันกว่าบาท ซื้อที่ดินจำนวน ๓ ไร่กว่าจากนายซ้ำหมุ่ย เซี่ยงผุง (สุมาลย์มาศ) ในราคา ๔๘๐ บาท แล้วเริ่มสร้างอาคารเรียนหลังแรกขึ้น เป็นอาคารชั้นเดียวสี่ห้องเรียน แล้วเริ่มเปิดการเรียนการสอนขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ คณะกรรมการโรงเรียนมอบหมายให้ขุนชาญวิณิชกิจ (นายบุญรอด ชานนท์) เป็นเจ้าของโรงเรียน นายคิม อุ่นสมบัติ เป็นผู้จัดการ นายอรัญ พาริชกุล เป็นครูใหญ่ไทยและมีนายหลัวอิง เป็นครูใหญ่จีน มีนักเรียนราว ๑๐๐ กว่าคน สมัยนั้นยังสอนเป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว และจีนแคะ แม้แต่ชื่อโรงเรียนก็เป็นภาษาแต้จิ๋งชื่อว่า “หยกเคี้ยว” การดำเนินกิจการของโรงเรียนอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของคณะกรรมการโรงเรียน ซึ่งก็คือพ่อค้าชาวตลาดท่าม่วงนั่นเอง ราวปี พ.ศ.๒๔๗๖ เศรษฐกิจตกต่ำกรรมการโรงเรียนไม่มีเงินเข้ามาสนับสนุน โรงเรียนจึงต้องปิดตัวเองลงชั่วคราว

 

   ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ เมื่อเศรษฐกิจค่อยดีขึ้น คณะกรรมการโรงเรียนจึงรวมตัวกันเพื่อหารือเรื่องเปิดโรงเรียนใหม่อีกครั้งหนึ่ง การเปิดใหม่ครั้งทีสองนี้มีนักเรียนเข้ามาเรียนเป็นจำนวนมาก จนห้องเรียนที่มีอยู่ไม่เพียงพอ ต้องสร้างอาคารไม้ขนาบข้างอาคารเดิมข้างละหลัง กิจการกำลังดำเนินไปด้วยดี แต่ก็ต้องมาสะดุดหยุดลงอีกครั้ง เพราะรัฐบาลมีคำสั่งให้ปิดโรงเรียนจีนทั่วประเทศ โรงเรียนหยกเคี้ยวจังต้องปิดลงอีกครั้งในปี พ.ศ. ๒๔๘๒

 

  

 

   

 
    หลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลง รัฐบาลอนุญาตให้โรงเรียนจีนเปิดใหม่ได้ โรงเรียนจีนจำนวนมากได้เปิดขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ปิดแล้วปิดเลย ในจังหวัดกาญจนบุรีก็มีโรงเรียนฮั่วเคี้ยวที่เปิดใหม่เปลี่ยนชื่อเป็น “ถาวร” แต่โรงเรียนถาวรเลิกสอนภาษาจีน และมีโรงเรียนหยกเคี้ยวที่เปิดใหม่เปลี่ยนชื่อเป็น “ยู่เฉียว” โรงเรียนยู่เฉียวเปิดใหม่ครั้งที่สามเมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๙๐ จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ แต่ยังคงมีชั่วโมงสอนภาษาจีนเหมือนเดิม ยู่เฉียวจึงเป็นโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนภาษาจีนเพียงแห่งเดียวในจังหวัดกาญจนบุรีสมัยนั้นคณะกรรมการโรงเรียนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนขับเคลื่อนกิจการของโรงเรียน จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๒ สมัยนายจิว วารีทิพย์ขจร เป็นประธานกรรมการโรงเรียน ก็ได้รื้ออาคารเก่าที่เป็นอาคารหลังแรกออกและสร้างเป็นอาคารคอนกรีต ๒ ชั้น ๘ ห้องเรียน พร้อมกันนั้นก็ได้สร้างศาลาประชาคมยู่เฉียวขึ้นมาด้วย นับว่าโรงเรียนมีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาก แต่เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลควบคุมโรงเรียนจีนอย่างเข้มงวด ด้วยปัญหาทางการเมือง ทำให้คนทั่วไปไม่นิยมเรียนภาษาจีน นักเรียนเหลือเพียงร้อยคนเศษ
   

    ตามกฎหมายแล้วโรงเรียนจีนก็คือโรงเรียนเอกชน สมัยนั้นเรียกว่าโรงเรียนราษฎร์ ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริงเพราะโรงเรียนจีนเป็นของชุมชน ดังนั้นคณะกรรมการโรงเรียนจึงดำริให้ก่อตั้งมูลนิธิขึ้นมา เพื่อเป็นองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมายมารองรับกิจการและทรัพย์สินของโรงเรียน มูลนิธิยู่เฉียวท่าม่วงจึงได้ก่อกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ และดำเนินการโอนกิจการของโรงเรียนเป็นมูลนิธิยู่เฉียวท่าม่วง ในปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ขณะนั้นโรงเรียนอยู่ในภาวะที่ลำบากนักเรียนเหลือน้อย เมื่อนายบุญไชย เชาวกุล เข้ามาเป็นผู้จัดการ ได้ดำเนินนโยบายเรียนฟรีไม่เก็บค่าเทอมโดยหวังจะมีนักเรียนเพิ่มขึ้น เพราะเกรงว่านักเรียนมีน้อยจะถูกสั่งปิด และยังหวังเงินอุดหนุนเงินเดือนครู ที่รัฐจะให้ตามจำนวนนักเรียน นโยบายนี้ได้ผลบ้างแต่ไม่มาก เพราะของฟรีดูเหมือนจะไร้ค่า เวลาผ่านไปอีก ๑๐ ปี เป็นช่วงเวลาที่คณะกรรมการโรงเรียนต้องช่วยกันประคับประคองโรงเรียนให้อยู่รอด โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจ ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นหวังจะให้โรงเรียนมีความเจริญก้าวหน้าของคณะกรรมการโรงเรียน จึงพยายามแสวงหาโอกาสท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบาก สบโอกาสที่โรงเรียนก่อตั้งครบรอบ ๖๐ ปี คณะกรรมการโรงเรียนจึงถือโอกาสนี้จัดงานฉลองโรงเรียนครบรอบ ๖๐ ปี ระดมทุนจากศิษย์เก่าและผู้มีจิตศรัทธาต่อการศึกษา ซื้อที่ดินด้านข้างของโรงเรียนเพิ่มอีก ๒ งานเป็นเงินเจ็ดแสนบาท แล้วสร้างเป็นอาคาร ๒ ชั้น ๘ ห้องเรียน ซึ่งก็คืออาคาร ๖๐ ปียู่เฉียว เมื่อโรงเรียนมีความเคลื่อนไหวผู้คนก็ค่อยหันมาสนใจยู่เฉียวมากขึ้น คณะกรรมการโรงเรียนมีการประชุมแล้วเสียงใหญ่ก็เห็นด้วยให้มีการเก็บค่าเทอมใหม่อีกครั้งในปีการศึกษา ๒๕๓๐ เพื่อให้มีการพัฒนาโรงเรียน แต่ก็เก็บในอัตราที่ต่ำเพียงปีละ ๓๐๐ บาท

 

 

   ในคราวเดียวกันนี้เองก็ได้สร้างอาคารชั้นเดียว ๔ ห้องเรียนขึ้นมาอีกหนึ่งหลัง เพื่อรับเด็กก่อนวัยเรียน แต่การศึกษา ๒๕๓๒ มีนักเรียนในปีแรก ๕๗ คน จำนวนนักเรียนจึงค่อย ๆ ขยับขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงปี พ.ศ.๒๕๓๖ เมื่อรัฐบาลเปิดกว้างให้โรงเรียนจีนมีสิทธิ์เท่าเทียมโรงเรียนเอกชนทั่วไป เราจึงเปลี่ยนจากสถานรับเลี้ยงเด็กมาเป็นอนุบาลยู่เฉียว

 

 

   เมื่อมีการพัฒนาก็ย่อมมีผลสัมฤทธิ์ คณะกรรมการให้การสนับสนุน คณะครูมีกำลังใจทำงาน นักเรียนเพิ่มขึ้นกระแสความจำเป็นต้องสร้างอาคารเรียนเพิ่มก็มาแรง คณะกรรมการโรงเรียนตัดสินใจสร้างอาคารสามชั้นด้านหลังแทนอาคารไม้มุงสังกะสี ในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ และตามด้วยอาคาร ๗๒ ปียู่เฉียว ที่สร้างในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ สุดท้ายในขณะนี้ความเชื่อมั่นในพลังศรัทธาของพ่อค้าที่มีเชื้อสายจีนและผู้มีจิตศรัทธาต่อการศึกษาจะสนับสนุนการก่อสร้างอาคารเรียนของโรงเรียนจีน ด้วยความศรัทธาอันทรงพลังนี้ก็ทำให้การก่อสร้างอาคารเรียนทุกหลังสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี


     ปัจจุบันโรงเรียนยู่เฉียวเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ มีนักเรียน ๑,๑๙๔ คน ระดับอนุบาล ๔๒๙ คน ระดับประถม ๗๖๔ คน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ๖๘ คน นักการและบุคลากรอีก ๓๐ คน มีมูลนิธิยู่เฉียวท่าม่วงเป็นผู้รับใบอนุญาตดำเนินกิจการ คณะกรรมการโรงเรียนยู่เฉียวเป็นผู้ในการอุปถัมภ์ บริหารงานโดยคณะกรรมการบริหารโรงเรียนมีนายจิว วารีทิพย์ขจร เป็นผู้ลงนามแทนผู้รับใบอนุญาต นายอนุรักษ์ กังวีระนนท์ เป็นผู้จัดการ และ นายไพศาล ชัยกิจตระกูล รักษาการแทนผู้อำนวยการโรงเรียนยู่เฉียวเซียะเสี้ยว

   
 
 
 

เพลงรวมใจยู่เฉียว 育侨校歌

育侨校歌:千山万水,来去匆忙。我们育侨的种子,散布到四方。不怕颠簸,不怕跄踉。我们熏陶智仁勇,爱国义爱乡,将育侨的种子散布到四方。**千山万水,来去匆忙。我们育侨的种子,散布到四方。不怕颠簸,不怕跄踉。我们熏陶智仁勇,爱国义爱乡,将育侨的种子散布到四方。

เพลงรวมใจยู่เฉียว จากทิวเขาโพ้นพันคีรียอด แลตลอดสลับสล้างเนินไศล สายธาราหลั่งล้นมาฟากฟ้าไกล รวมชีวิตจิตใจยู่เฉียวชน เราคือเมล็กพันธุ์อันล้ำค่า แพร่หลายมาสี่ทิศจิตฉงน อุปสรรคขวากหนามข้ามหลุดพ้น พร้อมฝึกฝนความรู้คู่กายา ศิษย์ยู่เฉียวกล้าหาญรักบ้านเกิด ทั้งทูนเทิดรักชาติศาสนา อีกปลูกฝังคุณธรรมนำชีวา ให้สูงค่าเชิดชูยู่เฉียวเอย 

  คุรุสภา
สำนักงาน สมศ.
  กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน
  ครูไทย
  วิกีพีเดีย สารานุกรม
 


   Home | contact us | Visitor  : วันนี้ คลิกชม : วันนี้ 112 | เดือนนี้ : 3857 | ปีนี้ : 84871 | รวม : 193735  

     ๗๒๙ หมู่ ๒ ถ.แสงชูโต ต.ท่าม่วง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ๗๑๑๑๐
     หมายเลขโทรศัพท์ ๐-๓๔๖๑-๑๑๕๐, โทรสาร ๐-๓๔๖๑-๑๑๕๐

     Yuchieo Pramiry School 729 M2 Sanguto Road Thamuang Kanchanaburi Thailand 71110

(C)2012 Powered by : chanakit2004@hotmailcom